Wildlife

สอบ zoo อีกหน

กระโหลกกระต่ายน้อย

ท่องๆๆกันเข้าไป

ดวงดีเหลือเกิน(รึปล่าว..???)

ได้สอบกับอาจารย์...

ได้คะแนนกลุ่ม 3/5

กลุ่มอื่นน่ะหรอ

เต็ม 5 TT.TT

แล้วพรุ่งนี้ก็ยังมีสอบอีก

กระดูกกบน้อยกะขากระต่ายน้อย

คืนนี้...ไม่ต้องนอนมันแล้วววว

อย่างว่า คิดจะเป็นสัตวแพทย์มันก็ต้องเรียนหนักเป็นธรรมดา แล้วยิ่งต้องเจอกับสัตว์หลายชนิดจึงไม่ง่ายเลย ใครที่คิดจะเรียนน่ะ เตรียมตัวให้ดีนะ ในโลกเรามีสัตว์อยู่หลายสปีชีส์ กระดูกสัตว์ก็แตกต่างกันไป ถ้าใครคิดจะเรียนคิดว่าน่าจะเข้าแพทย์ไปเลยนะ อย่าเป็นเลยสัตวแพทย์เนี่ย ยากกว่าแพทย์เยอะ ถ้าไม่เชื่อก็ลองเข้ามาดูนะ รอน้องรหัสอยู่ ใครได้เป็นน้องพี่คงโชคดี หุหุ ไปท่องกระดูกต่อแล้ว..

วันที่ 3-4 ธันวาคมนี้ ทางจุฬาจะจัดการแข่งขันกีฬาสัตวแพทย์สัมพันธ์ ขึ้นเป็นครั้งที่ 17 สัตวแพทย์ทั้ง6สถาบัน จะมาร่วมกันแข่งขันกีฬา หากใครยังไม่ทราบเราก็จะบอกกันตรงนี้ว่าคณะสัตวแพทย์ทั้ง6สถาบันนี้มีที่ไหนบ้างที่เปิดสอนโดยเราจะเรียงลำดับการเปิดสอน

1. เกษตร

2. จุฬา

3. ขอนแก่น

4. มหานคร ^ ^

5. เชียงใหม่

6. มหิดล

คงไม่ค่อยมีใครที่จะรู้ว่ามหานครก็มีคณะนี้ทั้งๆที่เปิดมาก่อนมหิดลกะเชียงใหม่ซะอีก (แอบน้อยใจ..)

ซึ่งปีนี้ทางจุฬาเขาเป็นเจ้าภาพ รายละเอียดดูได้ที่ http://www.geocities.com/vetgamechula/

ฝั่งทางมหานครของเรานั้นไปกันอย่างแน่นอน จะไปเชียร์ให้กำลังใจเพื่อนๆแน่

แล้วเจอกันนะ.. เหล่าสัตวแพทย์ทั้งหลาย ^ ^




edit @ 2005/11/15 19:37:29
ช้าง ถูกจัดอยู่ในอันดับย่อย Soborder Proboscidea เป็นสัตว์ตระกูลเล็กที่สุดของสัตว์ จำพวก Proboscidiens ซึ่งสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว ยังคงมีชีวิตที่เหลืออยู่ในโลกปัจจุบันนี้เพียงแฟมิลี่เดียว คือ Family Elephantidae และในแฟมิลี่นี้ก็เหลืออยู่แต่เพียงพวกเดียวเท่านั้น คือ Genus Elephas ซึ่งแบ่งได้เป็นอีก 2 ชนิดสุดท้ายในโลกก็คือ ช้างอาฟริกา และ ช้างเอเชีย

ช้างที่พบในประเทศไทยเป็นช้างในตระกูล ช้างเอเซีย พบกระจายอยู่ในบริเวณตอนใต้ของเอเซีย ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในป่าทึบ แถบประเทศอินเดีย ศรีลังกา พม่า ลาว เขมร มาเลเซียและประเทศไทย ส่วนช้าง อีกพวกหนึ่งนั้นอยู่ห่างไกลกันคนละทวีป คืออยู่ในทวีปอาฟริกา และมีชื่อเรียกตามที่อาศัยของมันว่า อาฟริกา ช้างทั้งสองพันธุ์นี้มีข้อแตกต่างกันอยู่หลายประการทีเดียวว่ากันว่า ช้างเอเซียฉลาดกว่าช้างอาฟริกาหลายเท่า ตัวนัก สามารถนำมาฝึกไว้ใช้แสดงหรือใช้งานต่าง ๆ ได้ดี ช้างอาฟริกาจะดุและก้าวร้าวไม่เชื่องคน ซึ่งอาจจะ เป็นเพราะช้างเอเซียมีขนาดกะโหลกศรีษะและมันสมองที่ใหญ่กว่าก็เป็นได้

ช้างอาฟริกานอกจากจะมีหัวเล็กกว่าแล้ว (แต่ตัวใหญ่กว่า) ยังมีข้อแตกต่างอื่น ๆ ที่สังเกตได้คือ ช้างอาฟริกาจะหัวเล็กหลิม โหนกหัวลอนเดียว ใบหูใหญ่กว่าช้างเอเซีย มีขอบหูด้านบนสูงเลยหัวเล็กน้อยเวลา โกรธจะกางใบหูออกเต็มที่ หลังแอ่น หนังหยาบ จงอยวงมี 2 จงอยหน้า ช้างอาฟริกามีงาได้ทั้งตัวผู้และตัว เมีย ชอบอาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้าป่าโปร่ง ไม่กลัวแดดร้อน สามารถทนต่อสภาพอากาศของอาฟริกาได้ดี ส่วน ช้างเอเซียจะชอบอยู่ในป่าที่ชุ่มชื้นมากกว่า

สำหรับช้างเอเซียนั้นนักสัตวศาสตร์ยังได้จำแนกตามหลักอนุกรมวิธานออกไปอีกถึงสามชนิด ย่อยได้แก่
Elephas maximus maximus Linn. เป็นสายพันธุ์ช้างที่พบอยู่เฉพาะในเกาะศรีลังกาเท่านั้นเป็นชนิดย่อยที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ในบรรดาชนิดย่อยทั้งสามสายพันธุ์ ช้างเอเซียสายพันธุ์นี้โดยมากมักไม่มี งา แม้แต่ในตัวผู้
Elephas maximus indicus Cuvier. เป็นช้างพันธุ์เอเซียที่พบกระจายอยู่ในแผ่นดินใหญ่ ตั้งแต่ เนปาล อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มณฑลยูนนานของจีนและมาเลเซีย เป็นสายพันธุ์ที่ใกล้ ชิดและมนุษย์ใช้ประโยชน์จากมันมากที่สุด เช่น ช้างไทย ช้างอินเดีย ช้างพม่า
Elephas maximus sumatranus Temmick. เป็นช้างที่พบเฉพาะบนเกาะสุมาตราของ อินโดนีเซียเท่านั้นซึ่งปกติแล้วสายพันธุ์นี้จะมีขนาดเล็กกว่าสายพันธุ์อินเดีย
อาหารของช้าง ตามธรรมชาติที่โปรดปรานก็คือ ไผ่ มะขามป้อม หญ้า และพืชตระกูลหวาย ช้าง ตัวหนึ่งจะกินอาหารโดยเฉลี่ย 200กิโลกรัม และดื่มน้ำ 70-80ลิตรต่อวัน งวงที่ยาวของมันช่วยให้สามารถกิน ได้ทั้งพืชที่อยู่เรี่ยดิน ไปจนถึงยอดไม้ที่สูงพอที่งวงจะเอื้อมถึง การนอนของช้าง ช้างจำเป็นต้องยืนหลับเนื่องจากน้ำหนักตัวที่มาก ช้างจึงต้องโยกตัวไปทางขวา และซ้ายอย่างช้า ๆ เพื่อไม่ให้ข้างใดข้างหนึ่งรับน้ำหนักมากจนเกินไป แต่บางครั้งก็อาจจะล้มตัวนอนตะแคงกับ พื้นก็ได้ งาของช้างคือ ฟันตัด (incissor)ที่พัฒนาเจริญงอกยาวออกมาจากขากรรไกรบนของช้าง หาก เปรียบเทียบก็คือฟันหน้านั่นเอง ช้างเอเซียตามปกติจะมีงาเฉพาะตัวผู้เท่านั้น ช้างจะเริ่มมีงาหรือขนายเมื่ออายุ ได้ประมาณ 2-5ปีงาช้างตามปกติจะมีสีขาว (Ivory) แต่สีขาวนี้จะมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากสีขาวธรรมดา ทั่วไป สีของงาช้างจึงมีชื่อเรียกเฉพาะต่างหากว่า สีขาวงาช้าง หรือสีงาช้าง งาช้างป่าของไทยโดยทั่วไปมี ความยาวไม่มากนักงาจะพันริมฝีปากอย่างมากประมาณ 100-130 เซนติเมตรเมื่อรวมกับส่วนที่ฝังอยู่ในขา กรรไกรบนอีกประมาณ 25-30 เซนติเมตร จะมีความยาวทั้งหมดประมาณ 125-150 เซนติเมตร ตาของช้างมีขนาดเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของลำตัว ช้างจึงมีสายตาไม่ดีนัก แต่ช้างจะรู้สึก ถึงสิ่งแปลกปลอมได้จากงวงดังที่กล่าวมาแล้ว หางช้างสุขภาพดี หางต้องโบกไหวตลอดเวลาไม่หยุดนิ่งนาน ๆ ทั้งช้างตัวผู้และตัวเมียจะมีต่อมบรรจุของเหลวคล้ายมันหมูอยู่บริเวณขมับระหว่างตากับรูหูข้างละ 1ต่อม ซึ่ง ของเหลวข้นนี้จะมีกลิ่นสาบอย่างรุนแรงต่อจมูกมนุษย์ แต่สำหรับช้างถือว่าเป็นกลิ่นยี่วยวนเชิญชวนเป็นอย่างที่สุด เมื่อช้างตกมัน (mast) ซึ่งเกิดกับช้างทุกตัวที่มีอายุระหว่าง 20-40ปี ช้างในขณะตกมันจะดุร้ายอาละวาด


การผสมพันธุ์ของช้างเนื่องจากช้างตัวอ้วนใหญ่มากอวัยวะสืบพันธุ์ของมันจึงเข้าไปได้ไม่ลึกและ ไม่สามารถขยับตัวขึ้นลงเหมือนสัตว์อื่นได้ ช้างตัวผู้จึงมีความสามารถพิเศษสามารถฉีดน้ำเชื้อด้วยแรงดันสูง เพื่อไปสู่มดลูกที่อยู่ห่างจากช่องคลอดไปอีกเป็นเมตรในท้องของช้างตัวเมีย เมื่อเสร็จกิจการสืบพันธุ์ช้างตัว ผู้มักยืนนิ่งอาจเป็นเพราะเหนื่อย แต่ช้างตัวเมียมีกิริยาตื่นเต้น ช้างจะเทียวสืบพันธุ์ราวสัปดาห์หนึ่งวันละครั้ง ช้างสามารถสืบพันธุ์มีลูกได้ในเกณฑ์อายุระหว่าง15-50ปี การตั้งท้องของช้างนั้นนานมากทีเดียว ใช้เวลาประมาณ 21-22 เดือนกว่าจะคลอด เมื่อถึงกำหนดคลอดแม่ช้างจะหาที่ปลอดภัยลับตาในป่าลึกสำหรับคลอดลูก โดยจะคลอดเอาทางหัวหรือทางหางออกมาก่อนก็ได้ ตลอดชีวิตของช้างเพศเมียจะมีลูกได้เพียง 4-8 ตัวเท่า นั้นระยะห่างของการตั้งท้องอย่างน้อย 3-5ปี

หลายคนเข้าใจผิดว่าลูกช้างกินนมแม่โดยใช้งวงที่จริงแล้วช้าง น้อยใช้ปากงับดูดนมแม่ โดยแม่ช้างมีนมเพียงสองเต้า ลูกจะหย่านมเมื่ออายุได้ราว 3ปี โดยปกติช้างตกลูก ครั้งละ 1ตัว ลูกช้างเกิดใหม่มีน้ำหนักตัวราว 100 กิโลกรัม สูงไม่ถึงเมตรขนยาว หัวเล็ก และมีนิสัยขี้เล่นเหมือน เด็ก ช้างป่ามีอายุยืนยาวนานเท่าไรไม่ระบุ แต่เกิน 100 ปี และอาจมากกว่า 150ปีด้วยซ้ำ